Sunday, June 7, 2015

เรื่องจริงจากคุณหมอ นาทีแห่งชีวิต ความดีงามที่น่าบอกเล่าต่อ


ปลายเดือน เมษายน 2555 โดนโรงพยาบาลโทรตามกลางดึก รายงานว่ามีคนไข้ผ่าตัดคลอดมาจากที่อื่น แล้วมีตกเลือดในช่องท้อง ตอนนี้อาการแย่มาก เลือดไม่แข็งตัว เลือดเหลือแค่ 3%(ปกติคนเรามีเลือด 35-42%) เหลือเลือดแค่ 3%จริงๆ หมอที่ผ่าอยู่ทำสุดความสามารถแล้ว...ขอตัวช่วย..ให้ไปช่วยคนไข้รายนี้หน่อย


อาชีพ หมอต้องพร้อมอยู่เสมอ ล้างหน้านิดหน่อย แล้วขับรถเหยียบมิดไปโรงพยาบาล .. ห้องผ่าตัด ทุกคนในห้องมีสีหน้าตระหนก เพราะเหลือเลือดแค่ 3%ไม่น่ารอด ก่อนเข้าผ่าตัดก็เดินเข้ามาบีบมือคนไข้ มองหน้าคนไข้คนนี้ทีนึง บอกในใจว่าเขาต้องไม่ตาย มีลูกมีสามีมีพ่อมีแม่คอยเขาอยู่.. เราคือความหวังสุดท้าย พอเข้าไปผ่าตัดก็พบว่าเลือดออกที่เส้นเลือดใหญ่ของมดลูกด้านซ้าย เลือดซึมไปทางด้านหลังขึ้นไปจนถึงกระบังลม เป็นก้อนเลือดขนาดใหญ่มาก ควักเอาเลือดออกมาเท่าไหร่ก็ไม่หมด แต่สุดท้ายก็หยุดจุดเลือดออกจนได้ เอาเลือดออกจนหมดได้ เอาผ้ากดปิดไว้ให้เลือดหยุด ผ่าไปก็ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อยๆคลายความตึงเครียด ผ่าเสร็จส่งคนไข้ไป ICU ให้เลือด ให้สารแข็งตัวของเลือด อีกสามวันต่อมาก็ผ่าเอาผ้าที่กดห้ามเลือดไว้ออก..อีกไม่กี่วันคนไข้คนนี้ก็ กลับบ้านได้

เวลาผ่านไป 3 ปี...วันนี้ตรวจคนไข้คนนึง ตรวจเสร็จคนไข้ถามว่าหมอจำหนูได้หรือเปล่า ..ก็จำไม่ได้จริงๆ...คนไข้บอกว่าหนูคือคนที่หมอช่วยหนูไว้เมือ3ปีก่อน ..พอเริ่มจำได้ก็รู้สึกดีใจมากที่ได้เจอกันอีกที ขอบีบมืออีกที รำลึกถึงตอนที่บีบมือเขาในวันนั้น รู้สึกดีใจจริงๆที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ในวันนี้ จนคนไข้ออกไปจากห้องแล้ว มีคนไข้คนใหม่เข้ามาแล้ว ก็รู้สึกว่าไม่อยากให้เวลาอย่างนี้ผ่านไปเฉยๆ เลยให้ลูกน้องไปตามกลับมา บอกหมออยากเจออีกครั้ง ขอถ่ายรูปเก็บไว้หน่อย .. เพราะเจอใครสักคนที่เราเคยช่วยชีวิตเขาไว้มันเป็นความภาคภูมิใจของคนเป็นหมอ อย่างเราจริงๆ


ขอบคุณเรื่องราวดีดี จาก คุณหมอ อานนท์ เรืองอุตมานันท์
นพ.อานนท์ เรืองอุตมานันท์ FB
ที่มา  http://variety.teenee.com/foodforbrain/69378.html

ชาวเน็ตชม!! เลกเชอร์ชีวะ น้องปราง ผู้สอบได้คะแนนแอดมิดชั่นสูงสุด เป๊ะมาก!! (ชมภาพ)


ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพ "เลกเชอร์วิชาชีวะ" ของ "น้องปราง ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา" นักเรียนผู้สอบได้คะแนนแอดมิชชั่นปี58 สูงสุดของประเทศ! เขียนเป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านง่านแถมเนื้อหาแน่น!!


เมื่อ วันที่ 5 มิ.ย.58 จากกรณีการประกาศผลแอดมิชชั่น 2558 ที่ผ่านมา ซึ่งผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดคือ น้องปราง ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา นักเรียนสายวิทย์-คณิต โรงเรียนมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน กรุงเทพมหานคร โดยสอบได้ 91.60 คะแนน ซึ่งน้องปรางเลือกคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอันดับ 1 ซึ่งมีความตั้งใจอยากจะเรียนในสาขาภาพยนตร์-โฆษณา ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดบนโลกออนไลน์เพจเฟซบุ๊ก "Attavit Panyapinyophol" ได้มีการแชร์ภาพพร้อมข้อความระบุว่า "เอาเลกเชอร์ชีวะครูบาสคอร์ส admission ของน้องปราง น.ส.ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา รร.สาธิตมศว.ปทุมวัน ผู้สอบadmissionได้คะแนนสูงสุดของประเทศไทยปีล่าสุดมาอวด ไว้เป็นแบบอย่างให้น้องๆรุ่นต่อไปนะครับ"



โดย ในภาพเผยให้เห็นเลกเชอร์ของน้องปราง ที่เขียนด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย อ่านง่ายสบายตา อัดแน่นด้วยเนื้อหาสาระสำคัญ ซึ่งชาวเน็ตที่ได้เห็นต่างพากันชื่นชมในความเก่งและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่แปลกใจเลยที่น้องสอบได้คะแนนสูงสุด เพราะแค่ดูจากเลกเชอร์ที่อ่านง่าย สะอาดเรียบร้อย ดูเป็นแถวเป็นแนวระเบียบ หรือบางคนบอกว่า สรุปได้เข้าใจง่ายมากเห็นเเล้วทำให้ชีวะกลายเป็นศิลปะน่าอ่านขึ้นมาทันที



  

ที่มา  http://variety.teenee.com/foodforbrain/69380.html

Saturday, June 6, 2015

พิธีขอขมาเมีย หนุ่มนักรักทั้งหลายดูไว้ ทำผิดพลาดไปยังไง คนที่พร้อมให้อภัยยังรอยู่ที่บ้าน


ขอยกให้คลิปนี้เป็นคลิปดีเด่นแห่งปี สำหรับสมาคมคนรักครอบครัวเลยจ๊ะ! ดูเอาไว้
เลยนะพวกหนุ่มเจ้าชู้ทั้งหลาย ทำผิดทำพลาดยังไง ก็อย่าเนียนทำไม่รู้ไม่ชี้ หรือหนีหายเด็ดขาด
เพราะยังไงคนที่รออยู่ที่บ้าน ก็อยากฟังเหตุผลและคำขอโทษ แค่นั่นเอง


Boxza รู้สึกขนลุกกับคำสั้นๆว่า "ไม่ เป็น ไร" มากๆ

เลยนะคะ นอกจากจะเห็นความจริงใจของชายหนุ่มแล้ว เรายังได้เห็นความรักและความเข้าใจของ

ฝ่ายหญิงอีกด้วย ทีนีก็จำไว้เลยนะพ่อทูนหัวว่าการให้อภัยมีไว้สำหรับคนที่เห็นค่าของมันเท่านั้น!!



ส่วนใครที่สนใจพิธีขอขมาเมียแบบนี้ก็ไม่สงวนสิทธิ์ แต่ที่สำคัญคือต้องมีความจริงใจ

และพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองนะคะ
ทีมา : http://news.boxza.com/view/29803

Friday, June 5, 2015

ขอบคุณสามีเลวๆ ที่ทำให้รู้จักคำว่าอดทนและเข้มแข็ง

ถึงวันนี้เข้าปีที่8ที่แต่งงานกันมา


ชีวิต จขกท ทุกข์ มากกว่าสุข หลายเท่า เสียน้ำตากับความเลวของสามีมามาก
ทั้งเรื่องที่ถูกดูถูกสารพัด ติดเหล้า ติดเพื่อน ทำร้ายร่างกาย
จขกท ผ่านช่วงเวลาที่มืดมน เก็บกด ดูถูกตัวเอง ซึมเศร้า ไม่กล้าคุยกับเพื่อนเพราะอาย
อายที่ชีวิตผกผัน จากเคย สวย เด่น เก่ง พร้อม แต่กลับเลือกคนผิด ปล่อยให้ผช เลวๆครอบงำชีวิต
ไม่เป็นตัวของตัวเอง ยอมทุกอย่าง ทนทุกอย่าง หวังว่าความดีจะช่วย
มาวันนี้ ได้รู้ความลับเพิ่มว่าสามีแอบมีเฟสไว้คุยกับสาวๆโดยเฉพาะ แปลกที่น้ำตาไม่มีสักหยด จขกท คงเจ็บจนชินชา
ยังคงทำหน้าที่แม่ เมียไม่บกพร่อง ความรู้สึกคงหมดรักนานแล้ว
ทุกวันนี้ คำพูดทำร้ายจิตใจของ ผช คนนี้ยังวนเวียน ที่จำได้ไม่ลืมคือ ตอนแต่งงาน ไม่มีการให้สินสอดใดๆ แม่เราเสียใจนะแต่เก็บอาการ
แต่ ผช คนนี้พูดกับเราว่า เธอเคยมีลูกมาแล้วยังคิดจะเรียกร้องอะไรเหรอ ทั้งที่ แต่งเข้าบ้านเรา โง่เองที่เลือกผชคนนี้
รอแค่วันที่ จขกท ยืนได้ด้วยตนเอง คงอีกไม่นาน
เพราะ จขกท สอบราชการได้แล้ว อีกไม่เกิน 3 เดือนจะได้บรรจุ
ความฝันที่จะได้ดูแลลูกด้วยมือตัวเอง ปรับปรุงซ่อมแซมบ้าน คงไม่นานเกินรอ


ความเจ็บปวดที่มีสามีผิด มันจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เราถ้าเราเข้มแข็งและอดทน รอจังหวะชีวิตที่เหมาะสม


วันที่เราแกร่งพอ จะขอเดินออกมาอย่างไม่ลังเล และคงได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอีกคน
ทีมา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/69359.html

"พระองค์เจ้าไกรสร" พระองค์เจ้าผู้มากับความ “แซ่บ”!!!!


ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ รัชกาลที่ ๓ จะขึ้นครองราชย์นั้น พระองค์ได้ทรงงานในตำแหน่งสำคัญหลายๆ ตำแหน่งจนสนิทชิดเชื้อกับพระประยูรญาติที่ร่วมงานอยู่เป็นแก๊งเป็นกลุ่ม เช่น พระองค์เจ้าอภัยทัต กรมหลวงเทพพลภักดิ์ และ "พระองค์เจ้าไกรสร" ซึ่งถือกันว่าสนิทกันจนเป็น "เพื่อนทุกข์เพื่อนยาก" ของรัชกาลที่ ๓ เลยทีเดียว


พระองค์เจ้าไกรสรเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๑ (พระเจ้าปู่ของรัชกาลที่ ๓) กับเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ธิดาพระยาจักรีนครศรีธรรมราช จึงถือได้ว่าทรงมีศักดิ์เป็นอาของรัชกาลที่ ๓หากแต่มีอายุไล่เลี่ยกัน จึงได้รับราชการร่วมกับพระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓ ในเวลาต่อมา) โดยส่วนตัวนั้นพระองค์ทรงเป็นคนที่ "ซ่า" "กล้า" และ "เปรี้ยว" ตรัสอะไรก็ตรัสตรงๆ ไม่ชอบขี้หน้าใครก็แสดงตนชัดเจน กล้าได้กล้าเสีย ทำอะไรไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมจนเป็นที่เคารพยำเกรง (กึ่งกลัว) ของขุนนางและเจ้านายต่างๆ ทรงชำนาญในคาถาอาคมและพระธรรมคัมภีร์จนได้กำกับกรมสังฆการี (ดูแลกิจการศาสนา)

ในช่วงปลายรัชสมัยของรัชกาลที่ ๒ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนเจ้าฟ้ามงกุฎ (รัชกาลที่ ๔) กับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) พระองค์เจ้าไกรสรแสดงตัวชัดเจนว่า ‪#‎ทีมกรมหมื่นเจษฎา‬ และกระทำทุกวิถีทางที่จะทำให้พระญาติสนิทของพระองค์ผู้นี้ได้ราชบัลลังก์ จนในที่สุดเมื่อราชบัลลังก์ตกแก่กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระองค์เจ้าไกรสรก็ได้อวยยศเป็น "กรมหลวงรักษ์รณเรศ" กำกับกิจการศาลและการจ่ายเบี้ยหวัด ซึ่งถือว่ามีอำนาจมากทีเดียว

นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นไม่กี่คนที่แสดงตัวเป็นศัตรูกับเจ้าฟ้ามงกุฎอย่างเปิดเผย เป็นต้นว่าเอาข้าวต้มร้อนๆ ไปใส่บาตรพระธรรมยุตจนฉันแทบไม่ได้กันเลยทีเดียวเชียว
นับวันพระองค์เจ้าไกรสรผู้นี้ก็ทวีอำนาจขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเมื่อกรมพระราชวังมหาศักดิพลเสพ ผู้ซึ่งเป็นวังหน้าทิวงคตไป พระองค์ก็กลายเป็นเจ้านายอาวุโสสูงทรงอำนาจมากที่สุด และด้วยพระอุปนิสัยของพระองค์ที่ทรง "เปรี้ยว" มากจึงได้ไปขัดแข้งขัดขากับเจ้านายหลายพระองค์ อีกทั้งอำนาจของพระองค์ก็ดูจะมากขึ้นไปไร้ขีดจำกัด จึงมีผู้หาทางกำจัดพระองค์อยู่หลายทาง

ในที่สุดพระองค์ก็โดนบัตรสนเท่ห์หลายประการ อาทิเช่น ตัดสินคดีไม่เป็นธรรม รับสินบน ทำตนเสมอเจ้า ซ่องสุมกำลังเตรียมกบฎ ฯลฯ และทุกข้อหาพระองคืก็ตอบแก้ตางไปด้วยวาจาที่ "แซ่บ" เหลือประมาณ อาทิเช่น

พนักงานสอบสวน: พระองค์ซ่องสุมกำลังมอญไว้มากมายอย่างนี้จะคิดกบฎหรือ
พระองค์เจ้าไกรสร: ปล๊าววว แต่ถ้าผลัดแผ่นดินเมื่อไหร่ก็ไม่ยอมเป็นขี้ข้าใครหรอกนะ

และข้อหาที่ถือว่าเป็นบทสนทนาที่ "เด็ด" ที่สุดของพระองค์ก็คือ "เล่นสวาท" (ความสัมพันธ์ ชาย-ชาย)เนื่องด้วยว่าพระองคืไม่โปรดประทับกับหม่อมของพระองค์เท่าไหร่ แต่กลับไปอยู่กับคณะละคร (ชายล้วน) ของพระองค์มากกว่า บางทีก็บรรทมในโรงละครเลย และพระองค์ก็ใจกล้า เปิดตัวไม่ได้แอบใคร (ก็ใครจะทำไม) โดยเฉพาะนายขุนทองและนายแย้ม โปรดเป็นพิเศษ เมื่อคณะสอบสวนจับมาสอบก็ได้ความว่าได้เล่นสวาทกันจริง แต่ยังไม่ถึงขั้นสอดใส่ เพียงแต่
"เอามือของนายละครและมือของท่านกำคุยหฐานด้วยกันทั้งสองฝ่ายให้สำเร็จภาวะธาตุเคลื่อนพร้อมกัน"(แลกกันใช้มือสำเร็จความใคร่นั่นเอง จะสังเกตว่าพงศาวดารบันทึกไว้ละเอียดจนจินตนาการภาพตามได้เลยทีเดียว)

แต่สิ่งที่จัดจ้านกว่าคือคำแก้ต่างของตัวพระองค์เจ้าไกรสรเอง ซึ่งก็ได้มีวิวาทะกันอย่างเผ็ดร้อน ใส่พริกสิบเม้ด

ผู้สอบสวน: พระองค์มีหม่อมแล้วกลับไปอยู่กับพวกละครเล่นสวาทกัน ไม่อายฟ้าดินบ้างหรือ?
พระองค์เจ้าไกรสร: แล้วการที่ข้าจะไปอยู่กับใคร มันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน (และหนักหัวพวกท่าน) อย่างไรหรือ?

ในที่สุด พระองค์ก็โดนตัดสินให้ถอดยศถอดสกุลให้หมด และสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ในข้อหากบฎ พร้อมๆกับบ่าวไพร่จำนวนหนึ่ง และยังโดนลงทัณฑ์ด้วยคำพูดในพระราชพงศาวดารอีกที่เขียนถึงพระองค์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรง (เหมาะแก่การเอาไปเป็นคำด่ายิ่งนัก) ว่า

"เป็นพืชพันธุ์ลูกอียายเดนเกือก เป็นคนอุบาทว์บ้านอุบาทว์เมือง"

และ
"อย่าว่าแต่มนุษย์เขาจะยอมให้เป็นเลย แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่ยอมให้ตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน"

อย่างไรก็ตาม พระองค์ก็ยังคง "ความแซ่บ" ของพระองค์จนหยดสุดท้าย เมื่อเพชฌฆาตซึ่งเป็นลูกน้องเก่าของพระองค์จะลงมือประหารพระองค์ ด้วยความเกรงกลัวที่จะประการนายเก่าตัวเองจึงเกร็งขนาดลงไปผิดตำแหน่ง พระองค์ก็ยังอุตส่าห์ด่ามาจากภายในถุงแดงที่ใช้ห่อพระกายไว้ว่า

"ไอ้พวกนี้ กูสอนไม่จำ"

เป็นอันว่าพระองค์เป็นผู้มากับความแซ่บจนนาทีสุดท้ายทีเดียว



ป.ล. สังเกตว่าพระเชษฐาของพระองค์ คือ กรมหลวงเทพพลภักดิ์ ก็มีจริตไม่ประทับกับหม่อม แต่ไปอยู่กับคนละคร (ชาย) เหมือนกัน
ป.ล.2 สายสกุลของพระองค์ถูกถอดยศ แต่ได้รับพระราชทานใหม่ว่า พึ่งบุญ ซึ่งก็เป็นสกุลของ "เจ้าพระยารามราฆพ" และ "พระยาอนิรุทธเทวา" คนสนิทของรัชกาลที่ ๖ นั่นเอง
ทีมา : http://variety.teenee.com/foodforbrain/69367.html

เรียบร้อย! อาจารย์ยอร์ช นักสักยันต์หน้าตาดี เจอของดีเข้าแล้ว ถึงกับพูดไม่ออก


ณ เพลานี้ ใครที่ไม่รู้จักหรือเคยเห็นภาพของนักสักยันต์วัยใสชื่อ อาจารย์ยอร์ช ก็ถือว่าคุณตกข่าวมากๆ เพราะลงแทบทุกสื่อทั้ง นสพ. ข่าวทีวี รายการสัมภาษณ์ เรียกว่า จ่อขอคิวกันทีเดียว

ด้วยหน้าตาดี และเปิดโชว์รอยสักส่วนตัวแล้วทำให้กลายเป็ขวัญใจของสาวๆ ทุกอายุ และเป็นขวัญใจชาวสีม่วงไปแล้ว





กำลังจะไหว้พระสวดมนต์คับ ทำพานดอกไม้บูชาพระ
สาธุ ขอให้กุศลครั้งนี้ ส่งถึงทุกคนด้วยเถิด
ให้ร่ำรวยๆ เงินไหลนองทองไหลมา การงานราบรื่นอย่ามีสิ่งหนึ

่งประการใดมาขัดมาขวาง นอนหลับฝันดีทุกคนนะคับ สาธุ.....


ทีมา : http://www.bigzaa.com/news-172743

แม่ทิ้งลูก ไร้การเหลียวแล! ตายายคนจนต้องหอบหลานมาโรงพยาบาล ทั้งที่ไม่มีเงินติดตัวสักบาท


เป็นเรื่องราวของเด็กชายอีกรายที่น่าเห็นใจไม่น้อย เมื่อหนูน้อยถูกผู้ที่ขึ้นชื่อว่า "แม่" นำมาฝากไว้กับตายายที่ต่างจังหวัด หลักจากนั้นก็หนีหาย ไม่เคยติดต่อได้หรือกลับมาเยี่ยมเยียน "ลูก" อีก เลย จนถึงวันนี้เด็กมีอาการป่วยหนักจนตายายทนไม่ไหว ต้องพาหลานมาโรงพยาบาล ทั้งที่ไม่มีเงินติดตัวเลยสักบาท ยอมอ้อนวอนให้แพทย์ช่วยเหลือ


ช่วยแชร์หรือแท็กไปต่อหน่อยนะครับ ตายายคู่นี้พาหลานมาหาหมอเพราะเป็นไข้หอบ แต่ไม่มีค่ารักษาพยาบาลน้องเขา แต่ทางโรงพยาบาลก็ช่วยค่ารักษาทุกบาทครับ แต่ที่สำคัญยายเดินหลังค่อม ส่วนตาสายตาไม่ดี มองไม่เห็น

เลี้ยงหลานที่แม่ของเด็กมาทิ้งไว้ตั้งแต่ 4 เดือนได้ครับ ตอนนี้ไม่มีเงินสักบาทเลยครับ น่าสงสารมาก ตายายอายุก็มากแล้วแต่ต้องมารับภาระเลี้ยงดูหลานตัวเล็ก ที่แม่มาถิ้งไว้ตั้งแต่ออก แล้วก็หนีหายไปไม่เคยส่งข่าว หรือจะส่งเสียเลี้ยงดูช่วยคุณตาคุณยายเลย

ตามที่ได้นั่งคุยกะท่านนะครับตายายคู่นี้อยู่บ้านบกขี้ยาง ตำบลหนองหัวช้าง อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ยังไงก็ช่วยกันแชร์ต่อๆไป หรือใครมีจิตศรัทธาช่วยเหลือตายายได้ก็เชิญนะครับ แชร์ต่อด้วยครับ!!!

Boxza ขอเป็นกำลังใจให้กับชะตาชีวิตนี้ เชื่อว่าตายายทำดีที่สุดแล้ว และถ้าแม่ของน้องได้มาเห็นเขา อยากให้คุณรู้ไว้ว่านี่คือ ลูก และ พ่อ แม่ ของคุณเอง อย่างน้อยช่วยส่งข่าว หรือเป็นกำลังใจให้กันบ้างก็ยังดีนะคะ
ทีมา http://news.boxza.com/view/29709